แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Disaster Management แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Disaster Management แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

จากเชียงใหม่ถึงปักษ์ใต้: ทำไมเราถึงติดอยู่ใน 'กับดักผู้ประสบภัย' และบทเรียนราคาแพงที่รัฐ (แกล้ง) มองไม่เห็น

ถอดบทเรียนน้ำท่วม, น้ำท่วมเชียงใหม่ 2567, น้ำท่วมภาคใต้, การเอาตัวรอด, การจัดการภัยพิบัติ, Disaster Management




ถอดบทเรียนน้ำท่วมเชียงใหม่ 2567 สู่พี่น้องหาดใหญ่ สงขลา สตูล ทำไมคนในพื้นที่ถึงกลายเป็นผู้ประสบภัย? รู้ทัน "กับดักความคุ้นเคย" และแนะแนวทางภาครัฐ การใช้อาคารราชการนอกเขตเมืองเป็นศูนย์พักพิงที่ถูกลืม

"น้ำท่วมหรือฝนแล้ง... ไม่มีคำว่าดีสำหรับเกษตรกรและคนทำมาหากิน"

ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ภาพข่าวพี่น้องทางภาคใต้—หาดใหญ่ สงขลา สตูล—กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกับที่ชาวเชียงใหม่เคยเจอเมื่อ 27-28 ตุลาคม 2567 ย้อนกลับมาฉายซ้ำ ความสูญเสีย ความโกลาหล และคำถามเดิมๆ ว่า "ทำไมเราถึงหนีไม่ทัน หรือ ไม่หนี?"

วันนี้ผมขอถอดบทเรียนจาก "คนเคยเจ็บ" เพื่อส่งต่อแนวทางรอด และสะกิดต่อมรับผิดชอบของภาครัฐที่ยังแก้ปัญหาแบบ "เกาไม่ถูกที่คัน"

1. กับดักที่น่ากลัวที่สุด คือ "ความคุ้นเคย"

ทำไมคนในพื้นที่ถึงกลายเป็นผู้ประสบภัย? คำตอบไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำจะมา แต่เพราะเรา "ประมาทประสบการณ์ตัวเอง"

จุดตายของผู้ประสบภัยส่วนใหญ่เริ่มจากประโยคที่ว่า:

  • "แถวนี้ไม่เคยท่วมหนักหรอก"

  • "ปีก่อนท่วมแค่ตาตุ่ม เช้าก็ลด"

  • "รอดูอีกหน่อย คงไม่ขึ้นสูงกว่านี้"

ความชะล่าใจตัวนี้เอง คือกรงขังที่ทำให้เราติดอยู่ในบ้าน เมื่อน้ำมาจริง มันไม่ได้มาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มวลน้ำก้อนใหญ่จากต้นน้ำที่เรามองไม่เห็น (และรัฐประเมินพลาด) จะถาโถมเข้ามา จนระดับน้ำที่คิดว่า "แค่หัวเข่า" กลายเป็น "มิดหลังคา" ในชั่วข้ามคืน

ทางรอด: เมื่อเห็นน้ำเริ่มแตะตาตุ่ม อย่ารอให้ถึงหัวเข่า! ให้คิดเสมอว่า "ครั้งนี้อาจไม่เหมือนครั้งก่อน" รีบพาตัวเอง คนรัก และเครื่องมือทำมาหากิน (รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ประกอบอาชีพ) ออกจากพื้นที่ทันที การ "หนีเก้อ" ดีกว่า "หนีไม่ทัน" ร้อยเท่า

2. ความล้มเหลวของการ "พยากรณ์" และคำว่า "เอาอยู่"

สาเหตุหลักที่เราไม่ยอมหนี เพราะเราเชื่อข้อมูลที่ผิดพลาด การประกาศจากหน่วยงานมักตามหลังสถานการณ์จริงเสมอ หรือมักใช้คำว่า "สถานการณ์ควบคุมได้" (เอาอยู่) ซึ่งทำให้ประชาชนวางใจ แทนที่จะเป็นการประกาศ "สั่งอพยพด่วน"

เราไม่สามารถประเมินปริมาณน้ำฝนและน้ำหนุนเองได้ด้วยสายตา และเมื่อรัฐประเมินพลาด คนรับกรรมคือประชาชนที่นอนเฝ้าบ้านจนน้ำปิดทางออก

3. พื้นที่แห้งมีตั้ง 90% ทำไมไม่ใช้เป็นที่พึ่ง?

ดูจากแผนที่น้ำท่วมเชียงใหม่ (และโมเดลนี้ใช้ได้กับทุกจังหวัด) พื้นที่สีฟ้าที่น้ำท่วมหนักในเขตเมือง มีสัดส่วนไม่น่าจะเกิน 10% ของพื้นที่ทั้งจังหวัด

คำถามคือ... ทำไมเราถึงไม่มีศูนย์พักพิงที่ชัดเจนในพื้นที่อีก 90% ที่เหลือ? ในเชียงใหม่ อำเภอใกล้เคียงอย่าง สันกำแพง สันทราย ดอยสะเก็ด หรือสถานที่ราชการ สนามกีฬา อบต. ที่ว่าการอำเภอ ล้วนแห้งสนิทและมีพื้นที่กว้างขวาง

ข้อเสนอถึงภาครัฐ: เลิกแก้ปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก

  • หยุด ตั้งศูนย์พักพิงในพื้นที่เสี่ยง หรือใกล้จุดท่วมจนเกินไป

  • เริ่ม บูรณาการข้ามอำเภอ ขนย้ายประชาชนและทรัพย์สิน (โดยเฉพาะรถยนต์ที่มักจมน้ำเสียหาย) ไปฝากไว้ในสถานที่ราชการของอำเภอข้างเคียงที่น้ำไม่ท่วม

  • สนามกีฬาและที่ว่าการอำเภอ ไม่ได้มีไว้แค่จัดงานวันเด็ก แต่ควรเป็นป้อมปราการสุดท้ายให้ประชาชนในยามวิกฤต

บทส่งท้าย

ถึงพี่น้องชาวใต้และผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทุกคน... ธรรมชาติเราควบคุมไม่ได้ แต่การตัดสินใจเราเลือกได้ "อย่าฝากชีวิตไว้กับคำว่า 'ไม่เคยท่วม' และอย่ารอฟังคำว่า 'เอาอยู่' จากใคร" เก็บของ สตาร์ทรถ และพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด... ก่อนที่ถนนจะกลายเป็นแม่น้ำครับ.